การเดินทาง
การเดินทางเริ่มต้นในเช้าของวันที่ 21 พฤศจิกายน 2010 พวกเราทั้งสี่คนเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิไปยังสนามบินนที่กรุงฮานอยประเทศเวียดนามด้วยสายการบินแอร์เอเชีย การเดินทางใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที ที่ฮานอยอุณหภูมิประมาณ 20 องศาเซลเซียส สภาพอากาศมีเมฆมากคล้ายว่าฝนจะตกอยู่ตลอดเวลา
ตัวแทนจากประเทศเวียดนาม 2 คนมารับพวกเราทั้งสี่คนที่สนามบิน เราใช้เวลาประมาณ 45 นาทีเดินทางไปยังเอเชีย รีสอร์ท ด้วยที่รถที่ทางเวิร์คช็อป เตรียมไว้ให้ ระหว่างทาง เราได้เห็นภาพการจราจรที่หนาแน่นสมคำล่ำลือ สิ่งที่แตกต่างจากบ้านเราก็คือทางเท้าในกรุงฮานอยล้วนแล้วแต่เต็มไปด้วยต้นไม้ ซึ่งไม่ใช่ต้นไม้ธรรมดาแต่เป็นไม้ใหญ่ขนาด 2 คนโอบตลอดแนวทางเดิน
รีสอร์ทตกแต่งสไตล์เอเชียสมชื่อ พวกเราทุกคนถูกจัดเข้าที่พักห้องละสองคน โดยที่เราต้องมารอลุ้นว่าเพื่อนร่วมห้องของเราจะเป็นใคร ของผมคือพี่แด็ท (Dat) อาจารย์จากสถาบันเทคโนโลยีจากโฮจิมินซิตี้ ในฐานะเจ้าบ้านพี่แด็ทดูแลผมดีมาก ไม่ว่าจะเป็นอาหารหรือเรื่องการสื่อสาร
เรียนรู้จากอดีต
การปูพื้นฐานความคิดทางธุรกิจเป็นเรื่องยากแต่การปูพื้นฐานความคิดทางธุรกิจที่มีส่วนช่วยในการแก้ปัญหาปัญหาสังคมเป็นเรื่องที่ยากกว่าหลายเท่าตัว ตัวผมไม่มีความรู้ทางด้านธุรกิจเลยแม้แต่น้อยอีกทั้งยังมองธุรกิจในด้านลบ ผมจึงไม่ค่อยมั่นใจว่า 5 วันในเวิร์คช็อปนี้จะสูญเปล่าหรือ
กิจกรรมแรกที่รวมพวกเรา 29 คนจาก 8 ประเทศเข้าด้วยกันคือกิจกรรมทามไลน์ (Time Line) เป็นกิจกรรมที่ให้แต่ละคนเขียนสิ่งที่ทำให้เราสนใจงานด้านสิ่งแวดล้อม 3 อย่างหลังจากนั้นนำข้อความที่แต่ละคนเขียน เอาไปวางไว้บนเส้นเวลาที่เริ่มจากอดีตจนถึงปัจจุบัน เป็นการปูพื้นฐานความคิดโดยให้เรารู้จักรากฐานที่แตกต่างกันของแต่ละคน เราเริ่มต้นด้วยการพูดในสิ่งที่เราเป็นและฟังในสิ่งที่คนอื่นเป็น กำแพงความกลัวและความไม่แน่ใจค่อยๆหายไปเมื่อเราเปิดใจพูดและฟังกันให้มากขึ้น
เราแบ่งเป็นกลุ่มละ 5 คนเพื่อพูดถึงฮีโร่ของเราให้เพื่อนในกลุ่มฟังหลังจากนั้น ก็คัดเลือดสุดยอดฮีโร่ของเราไปนำเสนอกับเพื่อนๆคนอื่น ผู้นำกิจกรรมชาวเวียดนามสรุปกิจกรรม ผมรู้สึกแปลกใจเพราะว่าเธอถามถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา ทุกครั้งที่คิดถึงคนไทย เธอจะนึกพระมหากษัตริย์ของไทย เธอพูดว่าคนไทยโชคดีที่มีตัวอย่างที่ยิ่งใหญ่และจับต้องได้ในสังคมไทย
เราเริ่มต้นเรียนรู้จากอดีตของกันและกันในตอนแรกและกำลังจะเรียนรู้เครื่องมือที่สามารถใช้แก้ปัญหาได้จริงในปัจจุบัน สุดท้ายเราสัญญาว่าจะช่วยเหลือซึ่งกันและกันในอนาคตผมคิดว่านี้คือสิ่งที่ผู้จัดเวิร์คช็อปต้องการ ซึ่งดูเหมือนว่าสิ่งนั้นจะสื่อถึงพวกเราทุกคนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เรียนรู้ปัจจุบัน
เราแต่คนล้วนแล้วแต่มีความรู้ด้านปัญหาโลกร้อน สิ่งที่เราต้องเรียนรู้ต่อจากนี้คือ รู้จักสิ่งที่จำเป็นต่อธุรกิจและการคิดแบบนักธุรกิจ
หัวใจของสามวันนี้คือการทำธุรกิจเพื่อสังคม เป็นเรื่องยากมากที่จะแยกแยะธุรกิจเพื่อสังคมออกจากการทำ CSR ขององค์รกรต่างๆ ผมใช้ภาพต้นไม้เป็นเครื่องมือในการเปรียบเทียบหากตัดเรื่องการแก้ไขปัญหาสังคมออกแล้วตัวองค์กรยังดำเนินต่อไปได้ ไม่เสียคุณค่าไปก็เหมือนกับการตัดกิ่งก้านของต้นไม้ ต้นไม้ก็ยังไม่ตายนั้นเป็นแค่การทำ CSR แต่หากตัดเรื่องการแก้ไขปัญหาสังคมออกแล้ว องค์กรนั้นๆเสียคุณค่าไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้เหมือนกับการเอาแก่นในของต้นไม้ออก ต้นไม้ก็คงไม่สามารถอยู่รอดได้นั้นคือธุรกิจเพื่อสังคม
การเรียนรู้ของพวกเราเป็นไปได้อย่างรวดเร็วเพราะว่าเราได้พบกับเจ้าของธุรกิจเพื่อสังคมตัวจริง ได้พบคนคุณภาพของประเทศเวียดนาม การเรียนรู้จากประสบการณ์เป็นเหมือนการเห็นภาพย่อของการทำธุรกิจ เราเห็นภาพตั้งแต่ตอนเริ่มต้นจนถึงระยะที่ธุรกิจสามารถเก็บเกี่ยวผลกำไรได้ เราสามารถลงลายละเอียดได้เมื่อเราสงสัย
ในบ้านเราก็มีคนกลุ่มหนึ่งที่ตระหนักถึงปัญหาและกระแสที่มาแรงในช่วงนี้คือการพึ่งพิงตัวเอง พาตัวเองออกจากวงจรทุนนิยมที่ก่อให้เกิดความต้องการไม่จบสิ้น เกิดเป็นวิถีชีวิตทางเลือกขึ้น แต่เวิร์คช็อปนี้สอนให้ผมรู้เท่าทันกับระบบทุนนิยมและใช้ประโยชน์จากแรงเหวี่ยงของกระแสทุนนิยมเพื่อนำเอาผลิตภัณฑ์ที่ดีเข้าสู่วงจรและดึงเม็ดเงินออกมาเป็นทุนในการแก้ปัญหาที่เราสนใจ โดยรูปแบบของการช่วยเหลือสังคมของเราไม่ได้เหมือน NGO ที่มีจุดอ่อนที่ต้องรับเงินสนับสนุน เราไม่เหมือนธุรกิจทั่วๆไปเพราะเราไม่ได้กระตุ้นให้เกิดผลกำไรจากการบริโภคอย่างบ้าคลั่ง ธุรกิจเพื่อสังคมเป็นการเอาจุดแข็งของแต่ละโมเดลมาอุดจุดอ่อนของกันและกัน
คำถามต่อจากนี้คือเรามีภาระใจกับปัญหาด้านใดและตัวผมชอบอะไร เราต้องทำธุรกิจที่สะท้อนตัวตนของเรา ทำในสิ่งที่เราชอบเพราะผู้บรรยายที่มาแบ่งปันประสบการณทุกท่านล้วนแล้วแต่พูดเสียงเดียวกันว่า มันยากในตอนเริ่มต้น เหนื่อยขณะที่ดำเนินการ แต่ผลลัพธ์นั่นเกิดประโยชน์กับทางสังคม
พวกเราปิดฉากการเรียนรู้เรื่องธุรกิจเพื่อสังคมที่อาเซียน รีสอร์ท ด้วย กิจกรรมค่ำคืนวัฒนธรรม พวกเราทั้ง 8 ประเทศแต่งกายด้วยชุดประจำชาติและการแสดงประจำชาติ ประเทศไทยโชว์ลีลาการทำกล้วยบวชชีและจัดบูธของฝากให้เพื่อนๆในเวิร์คช็อปได้ชิมและได้รับคำชมกันทุกคน ประเทศเวียดนามเจ้าสร้างความประทับใจด้วยชุดอ๊าวได๋ที่สวยงามและการเล่นลาวกระทบไม้ที่มีจังหวะและรูปแบบการเล่นเหมือนบ้านเรามากๆ
ไปสู่อนาคต
เราพวกย้ายที่พักจาก Asian Resort ไปยัง Army Hotel ที่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงฮานอย ช่วงสุดท้ายของเวิร์คช็อป เรารู้จักพลังของเครือข่าย ในโลกที่ไร้พรมแดน ใครมีเส้นสายมากก็ได้เปรียบมาก แต่การสร้างและรักษาเส้นสายเหล่านั้นไว้เป็นเรื่องที่วัดความเป็นมืออาชีพซึ่งเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จในชีวิตได้เป็นอย่างดี
เราจากไปพร้อมกับเครือข่ายนักกิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม เราสัญญาว่าจะเป็นกำลังให้กันและกันเพื่อทำสิ่งดีให้โลกของเรา การได้เป็นส่วนเล็กๆของเวิร์คช็อป ทำได้ผมพบคำตอบที่ห้องเรียนไม่สามารถสอนผมได้ ผมตระหนักได้ถึงบางสิ่งที่สำคัญกว่าความรู้ที่ใช้ในการทำมาหากิน ผมเพิ่มคุณค่าให้แก่ชีวิตด้วยการสร้างคุณค่าต่อสังคม
ผมคิดว่าการเข้าร่วมเวิร์คช็อปครั้งนี้ทำให้โลกใบนี้น่าอยู่ขึ้นสำหรับผม เพราะอย่างน้อยผมได้เจอคนกลุ่มเล็กๆที่ออกแรงผลักให้โลกใบนี้หมุน เราพูดถึงปัญหาที่ใหญ่เกินกว่าที่สองมือของเราจะแก้ได้ แต่สิ่งที่เราทำได้สำเร็จคือการร่วมมือกันและกัน เพียงเท่านี้วิกฤติกาลที่เราเผชิญกันอยู่กันอยู่ก็ได้รับการแก้ไขไปกว่าครึ่งแล้ว
The United Kingdom’s international organisation for cultural relations and educational opportunities.
A registered charity: 209131 (England and Wales) SC037733 (Scotland)
Our privacy and copyright statements.
Our commitment to freedom of information. Double-click for pop-up dictionary.
Open the original version of this page.
Usablenet Assistive is a UsableNet product. Usablenet Assistive Main Page.